สาระน่ารู้รอบตัว

เว็บรวบรวม สาระน่ารู้ รอบๆตัวและในชีวิตประจำวัน

อดีตซีอีโอ EVO โพสต์ขอโทษหลังถูกปลดเซ่นข่าวฉาว

Joey “Mr. Wizard” Cuellar อดีตซีอีโอของ EVO เปิดใจครั้งแรกหลังตกเป็นข่าวฉาวจนถูกปลดออกจากองค์กร และทำให้การแข่งขัน EVO Online ต้องยกเลิก

Cuellar ถูกกล่าวหาว่าทำการล่วงละเมิดทางเพศและมีมีพฤติกรรมฝักใฝ่ทางเพศกับเด็ก โดยมีรายงานว่า Cuellar จ่ายเงินให้กับเด็กชายอายุ 17 ปี เป็นจำนวน 20 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 622 บาท) เพื่อขอดูอวัยวะเพศ และจ้างเด็กวัยรุ่นเพศชายด้วยเหรียญหยอดตู้เกมให้กระโดดลงสระว่ายน้ำโดยใส่กางเกงในตัวเดียว

หลังจากถูกสั่งพักงานระหว่างรอการสอบสวน ก็สรุปได้ว่าเขามีความผิดจริง ทำให้ถูกปลดจากองค์กรพร้อมกับให้ Tony Cannon ผู้ร่วมก่อตั้ง รับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่แทน และยกเลิกการแข่งขัน EVO Online เรียบร้อยแล้ว

“ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร ผมยังหนุ่มและประมาท และทำสิ่งที่ผมไม่ได้ภูมิใจกับมัน ผมโตขึ้นและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้าง สิ่งที่ผมจะพยายามทำคือเป็นคนดีกว่าเดิม และขออภัยจากใจจริงอีกครั้ง” Cuellar กล่าว

สำหรับผู้ที่ซื้อแพ็คเกจต่างๆของงานไปแล้ว ทาง EVO จะดำเนินการคืนเงินให้กับทุกคน และจะยังคงบริจาคเงินในจำนวนเท่ากับยอดขายทั้งหมดให้กับ Project HOPE เพื่อนำไปใช้บรรเทาวิกฤติโควิด-19

Joey “Mr. Wizard” Cuellar อดีตซีอีโอของ EVO เปิดใจครั้งแรกหลังตกเป็นข่าวฉาวจนถูกปลดออกจากองค์กร และทำให้การแข่งขัน EVO Online ต้องยกเลิก

อ่านต่อ

เอาใจแฟนมาร์เวล! กัปตันอเมริกา บุก FORTNITE SEASON 3

กัปตันอเมริกา บุก FORTNITE SEASON 3

Epic Games ประกาศวางขายสกินเซ็ตกัปตันอเมริกา ประกอบด้วยชุด และโล่ Proto-Adamantium ที่สามารถใช้เป็นพลั่ว หรือเป้สะพายหลังได้

สกินเซ็ตดังกล่าว มีราคา 2,000 V-bucks (ประมาณ 622 บาท) และยังมีอีโมตพลุไฟ Grand Salute ขายแยก โดย Epic กล่าวว่า “เพื่อฉลองการมาของ กัปตันอเมริกา”

สำหรับกัปตันอเมริกา ถือเป็นตัวละครจากมาร์เวลคนที่ 7 ใน Fortnite เริ่มจาก Black Widow ในอีเวนท์ Fortnite X Avengers: Endgame ตามมาด้วย Star-Lord เพื่อโปรโมตหนัง Avengers: Endgame

Cable, Domino และ Psylocke คืออีก 3 ตัวละครถัดมาของมาร์เวล จากบันเดิล X-Force รวมถึง Deadpool ที่ผู้เล่นต้องปลดล็อคจาก Weekly Challenges ของ Chapter 2 Season 2

เอาใจแฟนมาร์เวล! กัปตันอเมริกา บุก FORTNITE SEASON 3

อ่านต่อ

 

9 บทเรียนนอกตำรา ที่คุณครูสามารถส่งเสริมให้นักเรียนได้

นอกจากการเสริมสร้างความรู้ให้กับ นักเรียน การเตรียมความพร้อมและการสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกก็เป็นสิ่งสำคัญในการผลักดันศักยภาพของเด็กๆ ได้ ดังตัวอย่าง 9 สิ่งดีๆ ที่เด็ก นักเรียน สามารถได้รับจากบทเรียนนอกตำรา ที่แสดงให้เห็นว่าคุณครูนั้นเป็นมากกว่าผู้สอน แต่ยังเป็นผู้ส่งเสริมให้ นักเรียน นั้นมีความพร้อมออกไปเผชิญกับโลกกว้าง ด้วยความกล้าหาญและมั่นใจในตนเอง

9 บทเรียนนอกตำรา ที่คุณครูสามารถส่งเสริมให้ นักเรียน ได้ !!

1. คุณครูช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับเด็กๆ ได้
นอกจากการสอนในตำรา อีกสิ่งหนึ่งที่คุณครูสามารถเสริมสร้างให้แก่นักเรียนได้คือความกล้าแสดงออก และความมั้นใจที่จะอยู่รวมกันในสังคม ดังเช่น “Christine Sulek-Popov” ผู้ปกครองท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “ลูกสาวของฉันได้เปลี่ยนจากเด็กที่ขี้อายและขาดความมั่นใจ ไปเป็นเด็กที่มีความกล้าหาญ อีกทั้งยังสามารถสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้กับเพื่อนที่เรียนด้วยกันได้ และในทุกๆ เช้าเธอจะเปล่งประกายสดใสรับกับวันใหม่และตื่นเต้นกับการไปโรงเรียน”

2.พวกเขามีคนคอยดูแล
นอกจากโรงเรียนจะเป็นสถานที่เพื่อการเรียนรู้ โรงเรียนก็ยังเป็นสถานที่ที่ผู้ปกครองให้ความไว้วางใจแก่ครูในการดูแลเด็กๆ ของพวกเขา “ผมรู้ว่า ลูกของผมนั้นจะได้รับการดูแลอย่างดีเมื่ออยู่ที่โรงเรียน ทำให้ผมไม่ต้องกังวลและหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น คุณครูก็พร้อมรายงานให้ผมได้ทราบ” Erin Marsee Irby กล่าว
3.คุณครูมทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองเป็นคนพิเศษ
นอกจากการเสริมสร้างปัญญาและการเรียนรู้ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการสร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็กๆ เพื่อเตรียมความพร้อมออกไปเผชิญกับโลกกว้าง “ลูกของฉันนั้นรู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในสังคม” Sherri Kellock ได้กล่าว

4.คุณครูนั้นสามารถรู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
เด็กทุกคนนั้นมีความแตกต่าง สิ่งสำคัญคือคุณครูต้องสามารถดึงศักยภาพในตัวเด็กๆ ออกมาได้
“จะไม่มีการเปรียบเทียบความสามารถระหว่างเด็กๆ ในชั้น และคุณครูนั้นก็เน้นส่งเสริมไปที่ตัวบุคคล” Athena Albin กล่าว
5.คุณครูคอยส่งเสริมความมุ่งมั่นอยู่เสมอ
นอกจากคอยสร้างความมั่นใจให้กับเด็กๆ คุณครูยังคอยสนับสนุน เป็นแรงผลักดันให้เด็กๆได้ดำเนินการไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

“คุณครูของลูกๆ ทั้ง 3 ของฉันนั้นมหัศจรรย์มาก เขาทำให้ลูกชายสามารถกล้าเผชิญหน้ากับโลกกว้าง สอนลูกสาวให้รู้จักความเป็นผู้นำ และใช้เวลานอกเวลาเรียนในการทำการบ้านและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับทักษะของเด็กๆ เป็นคุณครูที่ดีอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนเลย” Jane Brewer กล่าว
6.คุณครูสามารถช่วยส่งเสริมบทเรียนต่อจากผู้ปกครอง
การส่งเสริมเด็กๆ ให้รู้จักการแบ่งปันและการให้ เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองหลายคนนั้นให้ความสำคัญกับเด็กๆ “ลูกสาวของฉันนั้นมีโอกาสมากมายที่จะได้เห็นคุณค่าของการช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งคุณครูนั้นได้ช่วยส่งเสริมบทเรียนของฉันให้เด็กๆ มีความสุขกับการเป็นผู้ให้” Debbie Vigh กล่าว

7.คุณครูมีการส่งเสริมความเท่าเทียมกัน
สำหรับการอยู่รวมกันในสังคม การถูกยอมรับในตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กๆ ได้อยู่อย่างมีความสุขและสามารถสร้างสัมพันธ์ใหม่ๆ กับคนอื่นได้

“ลูกชายของฉันได้ถูกยอมรับในความเป็นตัวเอง และคุณครูก็สามารถสร้างพื้นที่การเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกันสำหรับนักเรียนทุกคนได้” Gayle Stroud กล่าว
8.คุณครูสามารถส่งเสริมให้เด็กก้าวข้ามผ่านขีดจำกัด
เนื่องจากศักยภาพของเด็กนั้นๆ สามารถส่งเสริมและพัฒนาได้ “ลูกสาวของฉันเติบโตขึ้นอย่างเกิดความคาดหมาย และเธอก็แสดงออกถึงความภาคภูมิใจในตนเอง” Shaunna Glaspey กล่าว

9.คุณครูทำให้เด็กรู้สึกมีชีวิตชีวา
“ลูกชายของฉันรักที่จะไปโรงเรียนทุกวัน คุณครูทำให้เขารู้สึกปลอดภัย ได้เป็นที่รักและได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม รวมถึงเด็กๆ ชอบใช้เวลาอยู่ภายใต้การดูแลของคุณครูอีกด้วย ” Jennifer O’Donnell Snell กล่าว

อ่านต่อ

13 เทคนิค จำแม่นก่อนสอบ

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเผชิญกับบรรยากาศและความกลัวช่วงก่อนเข้าห้องสอบ กลัวว่าหนังสือและตำราเรียนที่ท่องมาทั้งหมดจะหายไปในอากาศ ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่องจำมา นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ของนักเรียน-นักศึกษาทุกคน วันนี้ Life on campus ได้ไปสรรหาเทคนิควิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความจำ จำแม่นก่อนสอบ ก่อนเข้าห้องสอบ วิธีง่าย ๆ และทำได้ไม่ยากถ้าทำจนเป็นนิสัยแล้ว รับรองได้ว่า จำแม่นก่อนสอบ อย่างแน่นอน ถ้าพร้อมแล้วไปชมกันเลย

13 เทคนิค จำแม่นก่อนสอบ สำหรับนักเรียน นักศึกษา !! - สาระน่ารู้

1.เดินก่อนสอบ

เทคนิคแรกได้รับการพิสูจน์และวิจัยแล้วว่า “การออกกำลังกาย” จะสามารถเพิ่มหน่วยความจำและพลังสมองของคุณ ดำเนินการวิจัยโดย Dr. Chuck Hillman แห่งมหาวิทยาลัยอิลินอยด์ พิสูจน์แล้วว่าการออกกำลังกาย 20 นาที ก่อนสอบจะทำให้ทำข้อสอบได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นก่อนเข้าห้องสอบเราก็ควรออกกำลังกายโดยการเดินไปมาสัก 20 นาที ทบทวนบทเรียนต่าง ๆ ไปด้วย

2. พูดออกมาดัง ๆ แทนการอ่านในใจ

แม้ว่าวิธีนี้อาจทำให้เราดูเหมือนเด็กน้อย ติงต๊องนั่งอ่านหนังสือเสียงดัง แต่ก็ช่างปะไร!!! ถ้าวิธีนี้จะทำให้เราทำข้อสอบได้ เพราะคุณจะต้องประหลาดใจเมื่อวิธีนี้จะทำให้คุณจดจำทุกอย่างได้มากขึ้นและแม่นยำกว่าวิธีอื่น ๆ เมื่อคุณได้พูดมันออกมาดัง ๆ คำเตือน ไม่ควรนำวิธีนี้ไปใช้ในห้องสมุดเด็ดขาด

3. ฟังเพลง Mozart

ในการศึกษาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เด็กที่ร้องเพลงและเล่นเปียโนเป็นประจำทุกวัน จะมีวิธีการแก้ปัญหาที่ดีกว่าเด็กที่ไม่ร้องเพลงและเล่นดนตรีเลยถึง 80% และยังมีการวิจัยเพิ่มเติมโดยการแบ่งนักเรียน 36 คน ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเปิดเพลง Mozart sonata for Two Pianos within D Major, K. 448 เป็นเวลา 10 นาที กลุ่มที่ 2 เปิดเพลงผ่อนคลาย และกลุ่มที่ 3 ไม่เปิดเพลงอะไรเลย ผลคะแนนเฉลี่ยจากนักเรียนทั้ง 36 คน หลังการทำแบบทดสอบพบว่า กุล่มแรกได้คะแนน 119, กลุ่มที่ 2 ได้คะแนน 111 และกลุ่มที่ 3 ได้คะแนน 110 สรุปได้ว่าเพลง Mozart สามารถเพิ่มความจำก่อนสอบได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

4. สอนสิ่งที่ได้เรียนรู้มา

เรียกง่าย ๆ ว่าการติวข้อสอบให้เพื่อน ๆ นั่นเอง นอกจากจะเป็นการแสดงน้ำใจแล้ว ยังช่วยเพิ่มความจำให้เราอีกด้วย การสอนสิ่งที่เรารู้ให้กับผู้อื่น เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทดสอบว่าเราเข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้ดีแค่ไหน จากการพูดหรือสรุปให้คนอื่นฟัง ถ้าเราเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะอธิบายหรือสอนให้คนอื่นเข้าใจด้วยเช่นเดียวกัน

5. เชื่อมต่อความคิดด้วยภาพรวม

ความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นเพียงวิธีที่ง่ายต่อการจดจำ แต่ยังหมายถึงเชื้อเพลิงที่จะคอยเติมไฟแห่งความคิดสร้างสรรค์ให้คุณได้อีกด้วย ดังคำกล่าวของ Steve Jobs ที่ว่า “ความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรู้จักเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ถ้าคุณไปถามเหล่านักคิดนักประดิษฐ์ ว่าพวกเขาสร้างสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างไรกัน รู้ไหมว่าพวกเขาจะรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ในใจ เพราะจริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำมัน แต่พวกเขาแค่เห็นอะไรบางอย่าง แปลกแตกต่างไปจากที่เคยเห็น”

Mind Map จึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ในการเชื่อมต่อความคิดที่จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของสิ่งต่าง ๆ และจดจำได้ดีขึ้น และกระตุ้นให้ใช้สมองทั้ง 2 ซีก ที่สำคัญจะช่วยให้เราจดสรุปเนื้อหาบทเรียนได้รวดเร็วขึ้น และทบทวนได้อย่างง่ายดาย ฝึกทำบ่อย ๆ จนติดเป็นนิสัยรับรองได้ว่าผ่านฉลุยทุกวิชา

6. วาดภาพประกอบ

การวาดภาพ จะช่วยให้เราจำข้อมูลและรายละเอียดที่ยากจะอธิบายได้มากขึ้น เลียนแบบการทำงานของสมองที่จะแปลข้อมูลต่าง ๆ เป็น “รูปภาพ” ถึง 90% และสมองของคนเรายังประมวลผลรูปภาพได้เร็วกว่าข้อความถึง 60,000 เท่า เลยทีเดียว ดังนั้นการวาดภาพจึงเป็นการจดเลคเชอร์ที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สมองจดจำรายละเอียดต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เช่น การวาดรูปหัวใจเพื่ออธิบายส่วนต่าง ๆ ตามที่เราเข้าใจ หรือแม้แต่สูตรคณิตศาสตร์ที่ว่ายากแสนยาก ลองเขียนใส่กระดาษตัวโต ๆ เน้นสีสวย ๆ แล้วนำมาแปะไว้ที่ผนัง มองทุกวันก็สามารถทำให้เราจำสูตรนั้นได้โดยอัตโนมัติ เน้นการมองทุกวันสมองจะจดจำภาพนั้นได้เอง

7. กลิ่น…ช่วยเพิ่มความจำ

อีกหนึ่งเรื่องง่าย ๆ ทำได้บ่อย ๆ เพื่อเป็นการพัฒนาสมอง เสริมสร้างความจำ ไม่ใช่เฉพาะช่วงสอบเพียงอย่างเดียวแต่สามารถทำได้ตลอด ด้วยการใช้ “กลิ่น” ที่ผ่านการทดลองและวิจัยมาแล้วว่า กลิ่นสามารถกระตุ้นให้สมองสร้างหน่วยความจำใหม่ ๆ ได้ ตื่นตัวต่อการเรียนรู้ และทำให้จดจำได้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะ “กลิ่นกุหลาบ” ที่ช่วยเรื่องความจำได้เป็นอย่างดี ด้วยวิธีการง่าย ๆ จากน้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบ นำมาไว้ในห้องนอน การได้สูดดมกลิ่นกุหลาบก่อนนอน จะทำให้คุณตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับความจำที่ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

8. เคี้ยวหมากฝรั่ง

การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยเพิ่มความจำของสมองมากขึ้น ยืนยันผลการวิจัยจากหลายสถาบัน และได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร “Appetite” และ “Brain and Cognition” โดยระบุว่า การเคี้ยวหมากฝรั่งนั้นจะทำให้ร่างกายตื่นตัว เพิ่มการเต้นของหัวใจ ทำให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น และช่วยในการเพิ่มความจำให้กับสมองอีกด้วย หากเราเคี้ยวหมากฝรั่งขณะที่กำลังเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างอยู่จะทำให้จดจำสิ่งนั้นได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เพียงการเคี้ยวหมากฝรั่งเท่านั้น ยังรวมไปถึงการเคี้ยวอาหารด้วย วิธีง่าย ๆ ทำได้เป็นประจำนอกจากดีต่อสมองแล้วยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย ดังนั้น ควรเคี้ยวอาหารอย่างน้อย 20-50 ครั้ง ก่อนกลืนก็จะช่วยให้สมองดีจำอะไรได้อย่างแม่นยำด้วยเช่นเดียวกัน

9. ดื่มชาเขียวเป็นประจำ

นักวิจัยชาวจีน และผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดจากมหาวิทยาลัยบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า การดื่มชาเขียวเป็นประจำจะช่วยเพิ่มหน่วยความจำให้กับสมอง และยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้ ผู้ที่จิบชาเขียวเป็นประจำทำให้การทำงานของสมองในส่วนของความจำดีขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และมีสมาธิมากขึ้นอีกด้วย เน้นว่าต้องเป็นชาเขียวจากธรรมชาติที่ปราศจากการปรุงแต่งสีและรสใด ๆ จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด ถ้าเป็นชาเขียวบรรจุขวดตามท้องตลาดทั่วไป นอกจากไม่ได้ผลแล้วโรคอ้วนและเบาหวานตามมาแน่นอน

10. ช็อคโกแลตอุ่น ๆ

รู้หรือไม่ว่าการรับประทานช็อคโกแลตสามารถเพิ่มความจำสมองได้ หนึ่งในอาหารสมองที่นักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ได้ทดสอบกับอาสาสมัคร 2,000 คน พบว่าสารประกอบที่อยู่ในช็อคโกแลตทำให้อาสาสมัครทั้งหลายคิดเลขในใจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนที่รับประทานช็อคโกแลตผสมนมมีคะแนนผลการทดสอบในด้านการทำงานของสมองส่วนการเจรจาตอบโต้และการมองเห็นสูงกว่าคนอื่น ๆ ดังนั้นก่อนอ่านหนังสือ หรือก่อนเข้าห้องสอบควรดื่มช็อคโกแลตผสมนม จะช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

11. อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ…มองภาพน่ารัก ๆ

เทคนิคการเรียนง่าย ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความจำสมอง โดยผลจากการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่า คนที่เดินไปมารอบ ๆ สวนพฤษชาติ หรืออยู่ท่ามกลางธรรมชาติ จะมีหน่วยความจำที่ดีมากกว่าคนปกติที่เดินอยู่ตามท้องถนนถึง 20% หรือแม้แต่การมองไปที่รูปภาพธรรมชาติ เด็ก หรือสัตว์น่ารัก ๆ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำของสมองได้เช่นเดียวกัน ลองไปนั่งอ่านหนังสือในสวน หรือพักสายตาจากการอ่านหนังสือมองรูปภาพน่ารัก ๆ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน

12. เรียนรู้ ท่องจำ..ก่อนนอน แม่นยำที่สุด

การอ่านหนังสือหรือท่องจำบางสิ่งบางอย่างก่อนนอน รู้หรือไม่ว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้สมองจดจำได้เป็นอย่างดี ผลการวิจัยจากอาจารย์นายแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยการทดสอบจากกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม อายุระหว่าง 18-30 ปี กลุ่มแรกให้ท่องจำชุดคำศัพท์ 20 คู่ ในช่วงเช้า 9.00 น. และทำการทดสอบในตอนกลางคืนเวลา 21.00 น. และกลุ่มที่ 2 ให้ท่องจำคู่คำศัพท์เช่นเดียวกันในตอนกลางคืน 21.00 น. และทำการทดสอบในช่วงเช้า 9.00 น. พบว่ากลุ่มที่ 2 ที่ได้นอนหลับพักผ่อน “มีความจำดีกว่า”

จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า การนอนเป็นการช่วยส่งเสริมความจำและยังช่วยเพิ่มสมาธิอีกด้วย ดังนั้นการท่องจำ หรือเรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง “ก่อนนอน” จะได้ผลดีกว่าท่องจำในตอนเช้า

13. อย่าอ่านหนังสือสอบทั้งคืน

แม้การอ่านหนังสือหรือท่องจำสูตรต่าง ๆ ก่อนนอนจะทำให้จำได้แม่นยำมากขึ้น แต่นั่นเป็นผลจากการที่เราได้พักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ จะทำให้สมองของคุณดูดซับข้อมูลที่ได้เรียนรู้มา ไม่ว่าจะเป็นสูตรคณิตศาสตร์ที่ยากขนาดไหน ก็จำได้ง่ายมากแค่นอนหลับและพักผ่อนอย่างเพียงพอในคืนก่อนสอบ ทบทวนก่อนนอนซักเล็กน้อย ตื่นมาจำได้แม่นยิ่งกว่าการอดตาหลับขับตานอนท่องหนังสือทั้งคืนซะอีก

 

อ่านต่อ

4 ข้อหยุดพฤติกรรมเรียกร้องของ เด็กยุคใหม่

ด้วยความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้ เด็กยุคใหม่ ๆ ได้รับสารผ่านสื่อในหลากหลายรูปแบบ ประกอบกับที่คุณพ่อคุณแม่มีเวลาให้ลูกน้อยนิด จึงทำให้เด็ก ๆ สมัยนี้เรียกร้องอะไรต่าง ๆ มากมาย และที่สำคัญคือขาดการมองกลับพิจารณาการกระทำของตนมีส่วนผิดหรือถูกอย่างไร
ที่ถนัดที่สุดของเด็ก ๆ ก็คือ การกล่าวโทษผู้ใหญ่ที่รู้ว่ารักตนมาก ๆ นั่นก็คือ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่เลี้ยง ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไม่กินอาหารเพราะปรุงไม่อร่อย เรื่องการมาโรงเรียนสายเพราะแม่ปลุกช้า ทำการบ้านผิดเพราะพ่อไม่มาตรวจทานให้ คะแนนสอบไม่ดีเพราะพ่อแม่ไม่ส่งไปติว เป็นต้น
สำหรับใครที่กำลังเจอปัญหาที่ว่า ลองใช้ขั้นตอนต่อไปนี้หยุดพฤติกรรมเรียกร้องของเด็ก ๆ ที่บ้านกันนะคะ

4 ข้อหยุดพฤติกรรมเรียกร้องของ เด็กยุคใหม่

ฝึกให้รู้จัก “การขอ”

ข้อนี้ทำไม่ยากเพราะเด็กถนัดอยู่แล้ว เพียงแต่การขอจะต้องคำนึงถึงกาละเทศะ บุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น การพาเด็กไปซุปเปอร์มาร์เก็ต เขาจะรู้ทันทีว่ามีอาหารอร่อย ของใช้สวย ๆ มากมาย และเมื่อเข็นรถผ่านชั้นวางของต่าง ๆ มือเล็ก ๆ ก็จะหยิบฉวยของใส่รถเข็นโดยไม่สนใจว่าราคาเท่าไร มีประโยชน์แค่ไหน บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ยังไม่รู้เลยว่าใครเอามาใส่ไว้ในรถเข็น รู้อีกทีก็ตอนชำระเงินแล้ว
ลองปรับเปลี่ยนด้วยการถือแต้มเหนือกว่าดูนะคะ โดยตั้งกติกาก่อนเดินทาง ถ้าไปถึงแล้วแม่อนุญาตให้หนูเลือกของได้เพียงหนึ่งอย่างเท่านั้น (ถ้าโตหน่อยก็คุมเพดานมูลค่าของสินค้าได้อีก) ถ้าไม่ตกลงจะไม่เอาไปด้วย อย่างนี้เจ้าตัวดีก็จำต้องพยักหน้ายอมรับ และเมื่อไปถึงก็ต้องแน่วแน่ไม่ใจอ่อน เพราะถ้าสำเร็จครั้งหนึ่งแล้วต่อไปสบายมากค่ะ

ฝึกให้รู้จัก “รอ”

คำนี้เป็นคำสั้น ๆ ที่มีความหมายมากและไม่ค่อยจะมีในพจนานุกรมของ เด็กยุคใหม่ ส่วนใหญ่จะมีแต่คำว่า “เดี๋ยวนี้” “ต้องให้นะ”
เมื่อเด็กขอสิ่งของ ขนม หรือของใช้ที่อยากได้ คุณควรจะตกลงกันให้เข้าใจว่าการเอ่ยปากขอ ไม่ได้หมายความว่าต้องได้ทันที ขึ้นอยู่กับเวลาและเงินในกระเป๋าด้วย หรือเหตุผลอื่น ๆ ที่เด็กต้องให้ความเคารพในเหตุผลว่าให้รอถึงเมื่อไหร่ แต่ถ้าบอกเขาไปแล้วต้องรักษาคำพูดให้ตรงเวลาด้วยนะคะ นอกจากจะมีเหตุจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจนค่ะ
ยกตัวอย่าง น้องแทนเห็นเพื่อนมีสีแท่งสวยกล่องใหญ่ ก็อยากจะได้บ้าง พอไปเดินห้างเห็นสีแบบนั้นจึงร้องขอทันที ถ้าหากคุณตามใจเด็กก็จะตัดสินใจซื้อให้
แต่ถ้าเห็นว่า เขายังมีสีกล่องเล็กที่บ้านอยู่เต็มกล่อง จึงยังไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ ก็ควรจะบอกลูกว่า “แม่ก็อยากซื้อให้นะลูก เพียงแต่ลูกยังมีสีกล่องเล็กที่ยังไม่หมด ไว้ลูกใช้ให้หมดก่อนแม่จะซื้อให้นะจ๊ะ” หรือ “แม่มีเงินจำกัดนะลูกเดือนนี้จ่ายค่าขนมของลูกไปมากแล้ว เอาไว้ก่อนนะ เดี๋ยวเงินค่าขนมของหนูจะหมดก่อน” หรือ จะใช้ลูกยุให้เก็บเงินค่าขนมเอาไว้ซื้อเอง โดยคุณออกให้บางส่วนก็ได้ค่ะ

ฝึกให้รู้จัก “รับ”

เมื่อขอแล้ว รอแล้ว พอได้รับของหรือการกระทำใดๆที่พ่อแม่ทำให้แล้ว เด็กก็มีหน้าที่ต้อง “รับ” อย่างเหมาะสมเริ่มต้นที่การกล่าวขอบคุณ ไหว้อย่างสวยงาม การใช้คำอย่างคุ้มค่า ใช้ของอย่าทะนุถนอม รู้จักเก็บรักษา ไม่ทิ้งขว้าง และหากเขาทำได้ ก็จะได้รับการตอบสนองในทางที่ดี เช่น คำชมเชยและความไว้ใจ แต่บางครั้ง ก็จำเป็นต้องให้ลูกรับรู้ว่าสิ่งที่เขาร้องขอนั้น พ่อแม่อาจให้ไม่ได้ด้วยเหตุผลต่างๆ ซึ่งควรพูดคุยอธิบายให้เข้าใจ การฝึกให้ลูกได้รับความผิดหวังบ้างในเหตุการณ์ที่เหมาะสม จะทำให้เขา “แกร่ง” ขึ้น พร้อมที่จะรับมือกับการถูกปฎิเสธได้ดีขึ้นในตอนโต

ฝึกให้รู้จัก “ให้”

กระบวนการ 4 ขั้นตอนนี้จะสมบูรณ์ไม่ได้ หากขาดข้อนี้ค่ะ แต่คนที่รู้จัก “แบ่งปัน” หรือ “ให้” นั้นต้องเป็นคนที่เคยได้รับมาก่อน ถ้าเด็กเติบโตขึ้นมาท่ามกลางการกดขี่ห่มเหง คงเป็นการยากที่จะให้เด็กคนนั้นรู้จักแบ่งปันสิ่งของกับผู้อื่นโดยง่าย ตรงกันข้ามกับเด็กที่รับความรัก ความอบอุ่นจากทางบ้านอย่างดี เมื่อเข้าสังคมก็พร้อมที่จะ “ให้” คืนกลับสู่สังคมได้ดีกว่า
“ขอ” “รอ” “รับ” และ “ให้” เป็น 4 คำสั้นๆที่มีความหมายใหญ่หลวงนัก เป็น 4 คำที่จะสามารถปลูกฝังในจิตใจเด็กๆให้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์มีค่าในสังคมได้ หากเด็กรู้จักแต่รับโดยไม่รู้จักรอ ก็จะฝึกนิสัยให้เป็นคนวางโต เมื่อฉันอยากได้อะไรฉันต้องได้ ถ้าเด็กรู้จักแต่การขอ ก็จะกลายเป็นคนที่รู้มากห่วงแต่ตนเอง เห็นแก่ตัว โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น

 

อ่านต่อ

ภูมิศาสตร์ที่ สุดยอดในแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย

วันนี้เราจะพาทุกคนไปดู ภูมิศาสตร์ที่สุดยอด ในแต่ละพื้นที่ในประเทศไทยจะมีที่ไหนยังไงบ้าง ไปดูกันครับผม

1. อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรก

2. อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

3. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีพื้นที่อยู่ใน 4 จังหวัด คือ โคราช สระบุรี นครนายก และปราจีนบุรี เป็นอุทยานแห่งชาติแรกที่มีพื้นที่ป่าไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

4. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นจุดที่มีความสูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,562 เมตร

5. แม่น้ำชี เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาว 765 กิโลเมตร

6. คลองแสนแสบ เป็นคลองที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาว 73 กิโลเมตร

7. น้ำตกปิตุ๊โกร จ.ตาก เป็นน้ำตกที่มีความสูงมากที่สุดในประเทศไทย

8. บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ คือทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ถึง 132,737 ไร่

9. เกาะภูเก็ต เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ถึง 543 ตารางกิโลเมตร

10. แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช เป็นแหลมทะเลที่มีความยาวมากที่สุด

แต่ละที่สุดยอดไปเลยใช่ไหม !?

ภูมิศาสตร์ที่สุดยอด ในแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย !! - สาระน่ารู้

 

อ่านต่อ

 

6 วิธีอัพสมองเพิ่มความจำ” เคล็ดลับดีๆที่จะช่วยให้สมองไบรท์อยู่เสมอ

วันนี้เรามีทริคเล็กน้อย ๆ มานำเสนอที่จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ กันกับ 6 วิธีอัพสมองเพิ่มความจำ” เคล็ดลับดีๆที่จะช่วยให้สมองไบรท์อยู่เสมอ

6 วิธีอัพสมองเพิ่มความจำ” เคล็ดลับดีๆที่จะช่วยให้สมองไบรท์อยู่เสมอ

1. ฝึกสมาธิ
การฝึกสมาธิจะช่วยให้สมองว่าง คลายเครียด และมีความจำที่ดีขึ้น อาจจะฟังดูน่าเบื่ออยู่บ้าง แต่ถ้าฝึกให้เป็นนิสัยแล้วรับรองว่าเป็นผลดีต่อสมองอย่างแน่นอนครับ

2. ดื่มกาแฟ
ช่วยเรียกความจำจากการเรียนรู้ได้ดีขึ้น นักวิจัยได้ทำการศึกษา โดยการทดสอบความจำของคนจำนวน 160 คน ภายในช่วงเวลา 24 ชม. โดยให้ ส่วนหนึ่งกินคาเฟอีนเม็ดขนาด 200 มิลลิกรัม ก่อนจะลองทดสอบความจำในวันใหม่ ปรากฏ ผลว่าผู้ที่ได้กินคาเฟอีนเม็ด จะมีความจำของเรื่องเมื่อวานได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน

3. นอน
นอกจากก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว การนอนหลับยังสามารถส่งผลดีต่อสมองอีกด้วย เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะชิ้นสำคัญของคนเรา หากเรานอนหลับให้เพียงพอต่อความ ต้องการของร่างกาย ระบบจัดเก็บความทรงจำหรือระบบประสาทจะถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพให้มากยิ่ง ขึ้น

4. กินเบอรี่
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี จะช่วยเสริมสุขภาพสมอง ระบบหมุนเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง ช่วยลดความดันโลหิตที่สูงให้สมดุล มีวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเพิ่มความสามารถในการคิดและระดับไอคิวได้อีกด้วย

5. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายเป็นประจำ จะส่งผลดีต่อฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการทำงานสำหรับสมองของคนเราหลาย ๆ อย่าง เช่น ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทและเซลล์สมองได้ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาระบบไหลเวียนของออกซิเจนที่ช่วยในการหล่อเลี้ยงสมอง และพัฒนาเลือดให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

6. เคี้ยวหมากฝรั่ง
ในส่วนของสมองกว่า 8 จุด มีส่วนช่วยให้พัฒนาขึ้นจากการเคี้ยวหมากฝรั่ง โดยกระบวนการทำงานระหว่างที่เคี้ยวนั้น ร่างกายจะรู้สึกตื่นตัว และการเคี้ยวจะเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่สมอง

อ่านต่อ

 

สมุนไพรใกล้ตัว ฟื้นฟูผิวหมองคล้ำ

สมุนไพรใกล้ตัว ฟื้นฟูผิวหมองคล้ำ

ปัญหา ผิวหมองคล้ำ ของสาวๆ สามารถจัดการได้ด้วย สมุนไพรใกล้ตัว หลายชนิด ซึ่งปลอดภัยต่อผิวและยังได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดอีกด้วย

สมุนไพรใกล้ตัว ที่จะช่วย ฟื้นฟู ผิวหมองคล้ำ !! - สาระน่ารู้

ปัญหา ผิวหมองคล้ำ จากแสงแดดที่ไม่อาจเลี่ยงได้ สาวๆ หลายคนคงกำลังกลุ้มใจอยู่มาก เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับผิวที่เสียดี จะใส่ชุดที่ต้องเผยผิวก็ทำให้เป็นกังวล ถ้าอย่างนั้นลองหยิบ สมุนไพรใกล้ตัว ที่หาได้จากในครัวเรือนมาช่วยประทินผิวของคุณดูสิคะ จะมีสมุนไพรชนิดไหนบ้างที่ช่วยให้ผิวของคุณกลับมาสวยใสได้เหมือนเดิม ไปดูกันเลยค่ะ

1. ว่านหางจระเข้

มีคุณสมบัติช่วยลดน้ำหนัก ต้านการอักเสบของผิว ลดอาการแสบร้อนจากแสงแดด แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ผิวพรรณชุ่มชื้น กระจ่างใส มีน้ำมีนวล ขจัดสิว และมีส่วนช่วยในการลดการเกิดเม็ดสีผิวเมลานิน จึงลบรอยดำจากฝ้า กระ และจุดด่างดำจากสิวได้ดี โดยนำวุ้นว่านหางจระเข้ปั่น 2-3 ช้อนโต๊ะ + น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ล้างหน้าให้สะอาด พอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที ล้างหน้าให้สะอาดอีกครั้ง ทำทุกวัน เช้า-เย็น จะสังเกตได้เลยว่ารอยดำจากฝ้า กระ จุดด่างดำ จะค่อยๆ จางลง แถมผิวดูใสและนุ่มขึ้นด้วยค่ะ

2. มะนาว

มีกรดซิตริกที่ทำหน้าที่เสมือนสารฟอกสีผิว ซึ่งช่วยให้ผิวกระจ่างใส รวมทั้งมีกรด AHA และ วิตามินซี ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดลอยดำจากฝ้า กระ จุดด่างดำ พร้อมช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวใหม่ให้ขาวใสมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยลดความมัน ลดการเกิดสิว และกระชับรูขุมขนได้ดี

วิธีทำให้หน้าใสก็ง่ายมากค่ะ เพียงนำน้ำมะนาว 2 ลูก + น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน ล้างหน้าให้สะอาด นำมาพอกหน้า 15-20 นาที ล้างออกให้สะอาด วิธีการนี้ไม่แนะนำให้ทำช่วงเวลา เช้า-บ่าย เพราะมะนาวมีกรด AHA ทำให้ผิวไวต่อแสงแดด หรือควรทาครีมบำรุงและครีมกันแดดทันทีเมื่อพอกหน้าเสร็จ ทางที่ดีควรพอกหน้าช่วงเวลาตอนเย็น หรือก่อนเข้านอนจะดีกว่าค่ะ ตื่นเช้ามาก็จะพบกับผิวหน้าที่สวยสดใส บลิ๊ง บลิ๊ง

3. ใบกระเพรา

มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซี ที่มีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดรอยดำจากฝ้า กระ จุดด่างดำจากสิวได้ โดยนำใบกระเพราแห้งป่น 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำอุ่น 1 ถ้วย ผสมให้เข้ากัน แล้วใช้สำลีชุบน้ำทาบริเวณที่เป็นกระ ทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วล้างออกให้สะอาด เพื่อนๆ ควรทำทุกวัน เช้า-เย็น เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

4. ขมิ้น

อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี แคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และเกลือแร่ต่างๆ ซึ่งมีสรรพคุณทางยาที่รักษาอาการและโรคได้หลายชนิด โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับผิวหนังอย่าง สิว ฝ้า กระ กราก เกลื้อน และแผลต่างๆ โดยนำผงขมิ้นชัน 1 ช้อนชา + น้ำมะนาวสด 1 ช้อนชา + นมสด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน นำมาพอกหน้า หรือนวดจุดที่มีรอยดำ 15 นาที ขึ้นไป หรือทิ้งไว้จนแห้ง ล้างออกด้วยน้ำอุ่น กระชับผิวด้วยน้ำเย็น สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวันเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ควรทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

5. น้ำผึ้ง

มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ไม่แห้งหยาบกร้าน ลดเลือนริ้วรอยต่างๆ ให้แก่ผิวได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวคล้ำเสียที่เกิดจากแสงแดดให้กลับมาสวยสดใสได้เหมือนเดิม และน้ำผึ้งยังมีส่วนในการช่วยทำให้ผิวสามารถต่อต้านรังสียูวีได้ดีขึ้น

วิธีทำ เตรียมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ + มะนาว 1 ลูก นำมาผสมกัน จากนั้นทาให้ทั่วผิวที่คล้ำเสียจากแสงแดด ทิ้งไว้สักพักหรือประมาณ 15-20 นาที เสร็จแล้วล้างออกให้สะอาด ทำเป็นประจำก็จะสามารถช่วยฟื้นฟูสภาพผิวของคุณให้กลับมาเนียนนุ่มดังเดิมได้อีกครั้ง

เป็นอย่างไรบ้างคะ วิธีการทำนั้นไม่ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหมล่ะ หากสาวๆ อยากกลับมามีผิวที่เนียนสวยใส ไม่หมองคล้ำ ก็ต้องหมั่นนำเอาสมุนไพรเหล่านี้มาพอกผิวเป็นประจำ วันเว้นวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง เพียงเท่านี้ผิวของสาวๆ ก็จะเจิดจรัสจนหนุ่มๆ ต้องเหลียวมองเลย

 

อ่านต่อ

 

ตำนานขนมไทยที่ถูกลืม

ตำนาน ขนมไทย ที่ถูกลืม

หากถามถึง ขนมไทย ในสมัยนี้ เชื่อว่าหลายคนคงนึกภาพถึง ทองหยิบ ทองหยอด หรือฝอยทองเป็นแน่แท้ วันนี้เราลองมาย้อนวันวานไปดูขนมไทยในสมัยก่อนกันบ้าง ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาสวยน่ากิน ชวนน้ำลายหกมากแค่ไหน ซึ่งขนมบางชนิดที่เรานำมาฝากในวันนี้ก็หากินยากแล้วเสียด้วยสิ

ตำนาน ขนมไทย ที่บางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน !! - สาระน่ารู้

ขนมหวานที่เราเห็นกันทั่วไปตามท้องตลาดไม่ว่าจะเป็น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ลูกชุบ ข้าวเหนียวสังขยา ล้วนเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย และเห็นกันจนชินตาไปเสียแล้ว แต่ถ้าจะให้พูดถึงขนมไทยในสมัยก่อนว่ามีอะไรบ้าง ก็คงจะคิดไม่ออกใช่ไหมล่ะคะว่าหน้าตามันเป็นแบบไหน วันนี้เราขอพาทุกท่านย้อนวันวานไปดูกันค่ะ ว่าหน้าตาของ ขนมไทย ในอดีตนั้นจะน่าทานขนาดไหน แถมในปัจจุบันนี้ยังหาทานได้ยากอีกด้วย

1. ขนมเสน่ห์จันทร์

ความหมายของขนมชนิดนี้ คือ ทำให้เป็นคนมีเสน่ห์ มีแต่คนนิยมรักใคร่ ขนมมีหน้าตาจุ๋มจิ๋ม ประณีตในการจัดวางรูปทรง โดยรูปทรงขนมคล้ายกับผลของลูกจันทน์ ซึ่งในขนมเสน่ห์จันทร์นี้ก็มีส่วนผสมของผงลูกจันทน์อยู่ในแป้งขนมด้วย แต่ถ้าพูดในเรื่องของรสชาติแล้วนั้น จะหวานแต่ไม่มาก เมื่อได้ทานเข้าไปจะมีกลิ่นหอมละมุนคล้ายกลิ่นผลจันทน์ผสมกับกลิ่นอบควันเทียน และมีความนุ่มละมุนเป็นอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันจะหาทานได้ยาก ส่วนมากจะพบเจอขนมชนิดนี้ในงานมงคล

2. ขนมบุหลันดั้นเมฆ

ลักษณะของขนมชนิดนี้จะคล้ายขนมน้ำดอกไม้ เพียงแต่ขนมน้ำดอกไม้นั้นมีรอยบุ๋มลงไปตรงกลาง แต่ไม่มีส่วนตัวหน้า ส่วนขนมบุหลันดั้นเมฆเป็นขนมที่ชาววังคิดประดิษฐ์ขึ้นมาให้มีสีสัน และเลียนแบบเพลงไทย “บุหลันลอยเลื่อน” ซึ่งเป็น เพลงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 โดยตัวของขนมชนิดนี้มี 2 ส่วน คือส่วนตัวขนม ทำจากแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำดอกอัญชัน และน้ำตาลทราย หยอดลงบนถ้วยตะไล เมื่อนำไปนึ่งตรงกลางจะบุ๋มลงไป ส่วนตัวหน้าขนม ประกอบด้วย ไข่ กะทิ น้ำตาลมะพร้าว นำไปนึ่งต่อจนสุก เมื่อรับประทานจะให้ความรู้สึกถึงความหอมหวานของน้ำดอกอัญชันกับกลิ่นน้ำตาลมะพร้าว แหมบรรยายซะเห็นภาพกันเลยทีเดียว

3. ขนมกลีบลำดวน

ขนมกลีบลำดวน เป็นขนมไทยที่นิยมใช้ในงานมงคล โดยคนโบราณมีความเชื่อว่า ดอกลำดวนเป็นดอกไม้ที่มีเสน่ห์ยามค่ำคืน จะส่งกลิ่นหอมรัญจวนใจ ช่วยทำให้มีชื่อเสียงขจรขจาย และยังสร้างความงดงามให้กับคู่ชีวิต ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง กล่าวคือ รูปทรงคล้ายกับกลีบของดอกลำดวน และรสชาติหวานหอมเทียนอบเป็นอย่างมาก จึงถูกปากคนทุกยุคสมัยนั่นเอง

4. ขนมสัมปันนี

ขนมสัมปันนี เป็นขนมไทยโบราณ จัดว่าเป็นขนมมงคลที่นิยมใช้ในพิธีแต่งงาน มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่รัชสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกส เรียกได้ว่ามาพร้อมๆ กับขนมตระกูลทองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง… โดยขนมสัมปันนีจะมี 2 แบบ คือ แบบแห้ง และ แบบเปียก ซึ่งแบบแห้งจะใช้แป้งมันสำปะหลังนำไปคั่วให้สุกก่อนนำมาทำขนม ส่วนแบบเปียกจะใช้แป้งข้าวเจ้าที่ไม่ต้องคั่วมาทำเป็นตัวขนมค่ะ

5. ช่อม่วงอัญชัน

ขนมไทยโบราณที่มีความประณีตอ่อนช้อยแบบฉบับชาววัง ซึ่งถ้าพูดถึงขนมชนิดนี้กับเด็กๆ ในยุคนี้ก็คงไม่มีใครคุ้นชื่อกันสักเท่าไหร่ ที่ได้ชื่อว่าขนมช่อม่วงนั่นก็เพราะว่า ภายนอกของขนมนั้นเป็นแป้งสีม่วงที่ได้จากดอกอัญชัน ตกแต่งและจัดช่อสวยงามเหมือนกับดอกไม้ จึงเรียกว่าช่อม่วง ส่วนด้านในมีไส้ที่ทำจากหมู กุ้ง ปลา หรือไก่ ตามใจชอบ ซึ่งในตอนนี้หารับประทานได้ค่อนข้างยากแล้ว

 

อ่านต่อ

ประโยชน์ของสับปะรด ที่รู้แล้วจะทึ่ง!

ประโยชน์ของ สับปะรด ที่รู้แล้วจะทึ่ง!

สับปะรด สามารถทานได้ทั้งแบบสดๆ หรือนำมาแปรรูปเป็นอาหารได้หลายชนิด ซึ่งแฝงไปด้วยสรรพคุณที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายมากมาย แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง

ประโยชน์ของ สับปะรด ที่รู้แล้วจะทึ่งกันเลยทีเดียว ! - สาระน่ารู้

มีตาหลายตัว มีตัวลายตา นั่นก็คือ สับปะรดเชื่อกันว่าคงมีหลายคนชอบทานสับประรดเพราะมีรสชาติหวานฉ่ำ และนอกจากสับปะรดจะมีรสชาติที่อร่อยแล้ว ยังสามารถนำไปประกอบอาหาร แปรรูปเป็นผลไม้กระป๋อง รวมถึงขนมขบเคี้ยวได้อีกด้วย แต่เพื่อนๆ ทราบกันหรือไม่คะ นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว สับปะรดยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกเพียบ ถ้าอยากทราบว่ามีอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลยค่ะ

ประโยชน์ของ สับปะรด

1. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง

การรับประทานสับปะรดวันละหนึ่งชิ้น เป็นการวิตามินซี และเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย ที่สำคัญ คือ วิตามินช่วยในการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อ และต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในผู้ที่มีเลือดจางไม่ควรกินมากเกินไปนะคะ

2. ช่วยยับยั้งการอักเสบเอนไซม์ Bromelain

สับปะรดจะช่วยยับยั้งการอักเสบ ทั้งนี้ ชาวอเมริกาใต้โบราณใช้สับปะรดเป็นยารักษาโรคผิวหนัง และรักษาบาดแผลด้วยนะเออ มันช่างวิเศษซะจริงๆ

3. ป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง

การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งเต้านม เพราะสับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยป้องกันการเติบโตของเซลล์ร้ายในปอด ทั้งยังป้องกันมะเร็งรังไข่ด้วยนะคะ

4. ช่วยย่อยอาหาร

สับปะรดมีกากใยอาหารมาก ซึ่งมีความสำคัญกับการย่อยอาหาร และกากใยอาหารยังช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำตาลในเส้นเลือด และช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งได้อีกด้วย เพราะในสับปะรดมีเอนไซม์ตามธรรมชาติที่มีชื่อว่า “บรอมีเลน” สามารถช่วยย่อยอาหารได้ทั้งในภาวะเป็นกรดและด่าง จึงเหมาะมากที่จะพาไปช่วยย่อยในกระเพาะซึ่งเป็นกรด หากกินสัปปะรดหลังอาหารเป็นประจำจะช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น คล่องปรื๊ดแน่นอน!

5.ช่วยป้องกันโรคต่างๆ

การรับประทานผักและผลไม้ให้ได้วันละ 5 กำมือ จะช่วยลดการเสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมะเร็งได้ถึง 20% พร้อมเสริมสร้างการดูดซึมอาหาร เพราะสับปะรดมีกรด และวิตามินหลายชนิดนั่นเองค่ะ

6.ช่วยให้เหงือกแข็งแรง

สับปะรดช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง เนื่องจากสับปะรดมีวิตามินสูง จึงช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคเหงือกได้

7.ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี

สับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีส ที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์ ซึ่งอาจทำให้เป็นโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้สารแอนตี้ออกซิแดนท์ยังมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย

8.สับปะรดดีต่อสุภาพสตรีและผู้ป่วย

สำหรับสุภาพสตรีที่มีอาการปวดประจำเดือน อาการอักเสบจากริดสีดวงทวาร ผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวข้องกับเส้นเลือดดำ โรคกระดูกข้ออักเสบ รูมาตอยด์ เก๊าท์ หากรับประทานสับปะรดเป็นประจำจะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ รวมไปถึงสมานแผลให้ทุเลาได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ ในหลายประเทศได้สกัดเอนไซม์บรอมีเลนจากสับปะรดไปใช้เพื่อช่วยให้แผลผ่าตัดทุเลาเร็วขึ้น ใช้ลดอาการอักเสบ แผลบวม หรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน เป็นอย่างไรบ้างคะกับประโยชน์ของมัน รู้อย่างนี้แล้วรีบหามาทานกันให้ไวเลย

 

 

อ่านต่อ